พลังแห่งถ้อยคำ
วันนี้มีบทความที่อ่านแล้วน่าสนใจมากเกี่ยวกับการพัฒนาตัวเองที่เขียนขึ้นโดย โดย อาจารย์วสันต์ พงศ์สุประดิษฐ์ อ่านแล้วลองนำไปใช้ดูนะค่ะ มีประโยชน์มากๆเลยค่ะ
ผมเคยอ่านเจอข้อมูลจากหนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งจำไม่ได้แล้วว่าเป็นหนังสืออะไร แต่จำเนื้อหาบางส่วนได้ หนังสือเล่มดังกล่าวได้อ้างถึงการค้นคว้าวิจัยของนักจิตวิทยาที่ค้นพบว่าใน ช่วงยี่สิบปีแรกของคนเรานั้น เรามักได้รับการปลูกฝังทางจิตใจ (Programmed) ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ ให้เต็มไปด้วยข้อจำกัดในศักยภาพของตนเอง ให้มีความหวาดระแวงสงสัย ให้เกิดความกลัว ให้เกิดความ ไม่มั่นใจในตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การถูกปลูกฝังด้วยถ้อยคำต่างๆ เฉลี่ยแล้วถึงประมาณ 200,000 ครั้ง ในรอบ 20 ปีนั้น เลยทีเดียว
คำพูดของพ่อแม่ที่พูดกับลูกด้วยความรัก ความห่วงใย แต่กลับกลายเป็นบาปบริสุทธิ์ เช่น “อย่า เข้าไปนะลูก มันมืด” “กลับมานะ อย่าไปตรงนั้น มันอันตราย” “วางมีดลงเดี๋ยวนี้ มันคม เดี๋ยวก็บาดมือเลือดออกหรอก” “ลงมาเดี๋ยวนี้ เดี๋ยวก็ตกลงมาคอหักตาย” “อย่าลงไปเลยลูก ไม่รู้ว่าข้างล่างนั่น มันจะมีอะไรเป็นอันตรายหรือเปล่า” “เห็นมั้ย บอกว่าเดี๋ยวน้ำมันจะหก ก็ไม่มีเชื่อกันเลย” “ลูกทำไม่ได้หรอก เชื่อพ่อเถอะ มันเกินกำลังความสามารถของลูกจะทำได้” ฯลฯ
คำพูดของครูบาอาจารย์ เช่นว่า “เธอยังเป็นเด็ก อย่ามาคิดอะไรแผลงๆหน่อยเลย” “ขนาดฉันเป็นครูของเธอยังทำไม่ได้ แล้วเธอเป็นใครกันถึงคิดว่าอยากจะทำมัน หา!” “เป็นนักเรียนก็เรียนหนังสือไป ไม่ใช่เที่ยวไปคิดเรื่องอะไรฟุ้งซ่านนอกห้องเรียน เข้าใจไหม” “ฉันไม่สนใจว่าเธอจะถูกหรือผิด ฉันต้องการให้เธอฟังคำตำหนิของฉันเพียงอย่างเดียวเท่านั้น จำไว้ แล้วคราวหลังไม่ต้องมานั่งเถียงคำไม่ตกฟากแบบนี้อีก!” ฯลฯ
ยังมีคำพูดของคนอื่นๆ รอบตัวที่เป็นผู้ใหญ่กว่า ซึ่งพูดกับเด็กด้วยถ้อยคำในลักษณะนี้ อันเสมือนเป็นการปลูกฝังให้เด็กเกิดความกลัว เกิดความหวาดระแวง เกิดความไม่มั่นใจในตนเอง เกิดความรู้สึกเหมือนควบคุมชีวิตตนเองไม่ได้ มีความไม่แน่นอน มีภัยอันตรายต่างๆอยู่รอบตัวเต็มไปหมด คิดดูก็แล้วกันครับว่าในช่วงยี่สิบปีแรกของชีวิตคนเรา เราถูกพร่ำบอกว่ามันยาก มันอันตราย มันเสี่ยงเกินไป มันเกินกำลัง มันไม่มีความแน่นอน ฯลฯ สิริรวมแล้วประมาณถึงสองแสนครั้ง หารเฉลี่ยออกมาแล้ว เราถูกปลูกฝังเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงวันละประมาณเกือบ 30 ครั้ง เลยทีเดียว!
ดังนั้น เมื่อคนเราต้องออกไปนอกห้องเรียน เพื่อไปอยู่กับโลกของการทำงาน โลกแห่งความเป็นจริงที่ไม่มีคนคอยปกป้องคุ้มครองเราได้ตลอดเวลาเหมือนในวัย เด็ก เราก็มักพกพาข้อจำกัดต่างๆ นาๆ ทั้งหลายทั้งปวงที่ถูก Programmed มา นำติดตัวไปด้วยทุกหนแห่ง แล้วเราก็ Programmed สิ่งนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีกต่อไปเป็นแสนครั้ง เป็นล้านครั้ง
ดังนั้น เวลาจะทำอะไร หรือมีผลลัพธ์อะไร หรือเกิดอะไรขึ้นมาแล้ว คนเราจึงมักพูดกับตนเองและผู้อื่นอยู่ตลอดเวลาว่า “เป็น ไปไม่ได้” “ยาก” “ไม่มีทาง” “ซวยจริงๆ” “ทำไมถึงมีแต่ปัญหา” “แย่แล้ว” “กลุ้มใจจังเลย” “เครียดเป็นบ้าเลย” “หมดท่า” “สิ้นหวัง” “หาทางออกไม่เจอ” “ฟลุ้คแฮะ สำเร็จได้ไงวะ?” “ไม่น่าเล้ย” “ผิดอีกแล้ว” “ล้มเหลวแน่” “อยากจะบ้า” “กูว่าแล้วว่าต้องแพ้” “สมน้ำหน้า” “เบื่อจริงโว้ย” “ดวงเรามันไม่ดี” “ทำไมมันถึงได้เคราะห์ซ้ำกรรมซัดวิบัติเป็นอย่างนี้วะ!” ฯลฯ
การคิดและพูดด้วยถ้อยคำในแง่ลบ และไม่สร้างสรรค์เหล่านี้ ทำให้เรากลายเป็นคนไม่มีพลัง ทั้งๆที่เรายังมีพลังเหลือเฟือที่จะทำการใหญ่อะไรก็ได้ เราถูก Programmed ด้วยข้อจำกัดต่างๆมามากพอแล้ว เราต้องหยุด Programmed คำพูดในแง่ลบ แล้ว Programmed คำพูดในแง่บวกเข้าไปแทนที่ ซึ่งก็ต้องทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้วยปริมาณและความถี่ที่มากกว่าหลายเท่า จึงอาจจะสามารถลบล้างสิ่งที่เราถูกปลูกฝังมาตลอดยี่สิบปีนั้นได้
แทนที่จะพูดว่า “เป็นไปไม่ได้” ลองหัดพูดเสียใหม่ว่า “ทุกอย่างเป็นไปได้” “ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่เป็นไปไม่ได้”
แทนที่จะพูดว่า “ยาก” ลองพูดเสียใหม่ว่า “มันท้าทายดี” “น่าจะลองดูสักตั้ง”
แทนที่จะพูดว่า “ไม่มีทาง” ลองพูดเสียใหม่ว่า “มันต้องมีทางสิวะ ถึงมันจะไม่มีทางจริงๆ เราก็เดินให้มันเป็นทางได้นี่หว่า”
แทนที่จะพูดว่า “ซวยจริงๆ” (ซึ่งเป็นการคิดแต่ในสิ่งที่สูญเสีย) ก็ลองพูดเสียใหม่ว่า “ยังดีนะเนี่ยที่…” (ซึ่งเป็นการมองถึงสิ่งที่ยังมีเหลือ และยังมีดีอยู่)
แทนที่จะพูดว่า “ทำไมถึงมีแต่ปัญหา” ก็ลองพูดเสียใหม่ว่า “โอกาสมาถึงแล้ว” “ปัญหามีไว้แก้ ไม่ได้มีไว้แบก” “มารไม่มี บารมีไม่เกิด!” หรือหมั่นพูดภาษิตฝรั่งที่ว่า “No pain,no gain” (ถ้าไม่เจ็บปวดเสียบ้าง ก็จะไม่ได้รับผลสำเร็จอันใด)
แทนที่จะมาคร่ำครวญว่า “แย่แล้ว” “กลุ้มใจ” “หมดท่า” “สิ้นหวัง” “ไม่น่าเล้ย” ฯลฯ ก็เปลี่ยนมาพูดถ้อยคำอมตะของแม่ชีเทเรซ่า ที่ว่า “ฉันจะพยายามลุกขึ้นจุดเทียน แทนที่จะมัวมานั่งกอดเข่าสาปแช่งความมืด!”
แทนที่จะพูดว่า “คิดยังไงก็หาทางออกไม่เจอ” ก็จงพูดแบบที่ศิลปินตลก โย่ง เชิญยิ้ม เคยพูดเอาไว้ว่า “ยังไงๆมันก็ต้องมีทางออกวันยังค่ำ ถึงมันจะไม่มีทางออกขึ้นมาจริงๆ เดี๋ยวเราก็ค่อยไปออกตรงทางเข้าก็ยังได้!”
แทนที่จะพูดว่า “กูว่าแล้ว” “สมน้ำหน้า” “ผิดอีกแล้ว” ซึ่งไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมา เป็นการซ้ำเติม ทำให้ทุกอย่างแย่ลงไปอีก ลองเปลี่ยนมาพูดถ้อยคำที่ให้กำลังใจว่า “ไม่เป็นไร ลองใหม่อีกซักที” “ช่างมันเถอะ สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง” “เอาน่า อย่าไปคิดอะไรมาก ก็ขนาดหมามันยังล้มได้เลย” “อย่าคิดมาก ถือเสียว่าผิดเป็นครู” “เรื่องธรรมดา คนที่ไม่เคยทำอะไรพลาด ก็คือคนที่ไม่เคยทำอะไรเลย”
แทนที่จะพูดว่า “ดวงไม่ดี” ก็ลองพูดเสียใหม่ว่า “อย่าหยุด ขยันยิงให้ถี่เข้าไว้ เดี๋ยวมันก็ต้องเข้าเป้าบ้างละน่า”
แทนที่จะมานั่งฟูมฟายโทษฟ้าดิน ด้วยคำพูดว่า “ทำไมมันถึงได้เคราะห์ซ้ำกรรมซัดวิบัติเป็นอย่างนี้วะ” ก็จงพูดเสียใหม่ว่า “ขนาด ของความสำเร็จ ขึ้นอยู่กับขนาดของความล้มเหลว” “ชีวิตมันก็งี้แหละ ชั่วเจ็ดที ดีเจ็ดหน” “ชีวิตมันก็เหมือนกับเกลียวเชือกแหละ โชคดีกับโชคร้ายมันก็ต้องพันคู่กันไปตลอดเวลา”
มีศัพท์ภาษาคอมพิวเตอร์ที่ว่า “Garbage in,garbage out” มีความหมายว่า “เมื่อใส่ขยะเข้าไป ก็ย่อมได้ขยะออกมา” ฉันใดก็ฉันนั้น เราปลูกฝังความคิด ด้วยคำพูดแบบใด ชีวิตเราก็ย่อมจะเป็นแบบนั้น
ลองหัดพูดด้วยถ้อยคำที่มีพลัง ถ้อยคำที่เป็นบวก ถ้อยคำที่สร้างสรรค์ แล้วชีวิตเราก็จะประสบความสำเร็จ
| < ย้อนกลับ | ถัดไป > |
|---|