คนเรามักชอบเปรียบเทียบ “ความสำเร็จ” ว่าเป็นเสมือน “ดวงดาว” จะเห็นได้จากถ้อยคำยอดฮิตดั่งละครน้ำเน่าที่ผมเอามาตั้งเป็นหัวข้อในครั้ง นี้ ที่ว่า “เส้นทางสู่ดวงดาว” นี่ก็เป็นอันหนึ่ง
บางคนเอาแนวคิดนี้มาตั้งชื่อเพลงว่า “ตะกายดาว”/”ปั้นดินให้เป็นดาว” บางคนเอามาตั้งเป็นคำขวัญเพื่อปลุกระดมจิตใจว่า “ผงาดฟ้าคว้าดาว” บางบริษัทคิดคำเก๋ๆ มาเพื่อกระตุ้นคนในองค์การให้มีความหวัง และความฝันว่า “พบกันที่เส้นขอบฟ้า” (ซึ่งที่ตรงนั้น น่าจะเต็มไปด้วยดวงดาว คงจะไม่ใช่นัดไปเจอกันที่ริมปลักควายเป็นแน่!) รายการโทรทัศน์ประเภท Reality Show ยอดฮิตบางรายการซึ่งจัดประกวดนักร้องเพื่อปั้นให้เป็นดารานักร้องต่อไปใน อนาคต ก็ตั้งชื่อรายการว่า “To Be The Star”
บางคน ขณะอยู่บนเส้นทางไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายของตนเอง แล้วเกิดความรู้สึกเหนื่อยยากท้อแท้ขึ้นมา ก็ยังถึงกับรำพึงออกมาเป็นบทกวีว่า “อีกไกล ณ ปลายฟ้า แสนเหว่ว้าและเคอะเขิน อยากพักเสียเหลือเกิน แต่ก็กลัวจะไม่ทัน กลัวใครจะกอบเก็บ เอาดวงดาวและความฝัน ที่ใครอยากได้มัน มาประดับกับชีวา”
อาจจะเป็นเพราะว่า “ดวงดาว” เป็นสิ่งสวยงาม ที่เราแหงนคอมองดูอยู่บนพื้นโลกด้วยความซาบซึ้งในความระยิบระยับจับตาของมัน มีทั้งความสวยงามและความลึกลับชวนให้ค้นหาความหมายซ่อนอยู่ในดวงดาวทุกดวง และที่สำคัญ อาจเป็นเพราะดวงดาวนั้นอยู่สูงมาก อยู่บนท้องฟ้า (ห้วงอวกาศ) จึงทำให้คนเราชอบเปรียบเทียบ “ความฝัน” “ความหวัง” และ “ความสำเร็จ” ว่าคือ “ดวงดาว” ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ใครจะเอื้อมมือไปคว้าเอามาได้อย่างง่ายๆ
แม้ผมจะได้ชื่อว่าเป็นคนชอบมองอะไรแบบ “ขวางโลก” แต่ผมแน่ใจว่าอาการของผมยังไม่หนักหนาสาหัสถึงขั้น “ขวางจักรวาล!” ดังนั้น ผมจึงย่อมเห็นดีเห็นงามไปกับอุปมาอุปมัยเกี่ยวกับเรื่องดวงดาวต่างๆที่ว่ามา ข้างต้นนี้ด้วยเป็นอย่างยิ่ง
เพียงแต่ผมอยากเพิ่มเติมเสริมต่อว่า “ดวงดาว” นั้น คือสิ่งที่เราจะต้องไป “เป็น” ไม่ใช่ไป “เอา” มา…“ดวงดาว” นั้น เปรียบเสมือน “คุณสมบัติ” ไม่ใช่ “สมบัติ” แต่ไม่ว่าจะเปรียบเปรยเช่นไร สิ่งที่ต้องยืนยันอย่างหนักแน่นก็คือ “เส้นทางสู่ดวงดาวนั้น มันยากเย็นแสนเข็ญจริงๆ”
การทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า เพื่อออกไปสู่ห้วงจักรวาลนั้น มันยากเย็นแสนเข็ญ เพราะมันต้องต่อสู้กับแรงดึงดูดของโลก หรือแรงโน้มถ่วงของโลก อย่างรุนแรงแสนสาหัส ซึ่งอาจเปรียบเทียบได้ว่าเส้นทางสู่ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นั้น ล้วนเต็มไปด้วยปัญหา อุปสรรค ขวากหนาม สารพัด เฉกเช่นเดียวกัน จึงทำให้คนส่วนใหญ่ไปไม่ถึงดวงดาว ไม่ประสบความสำเร็จ ต้องถูกฉุดกระชากลากถูลงมาอยู่บนดินทุกทีไป
แต่กับคนที่เขาทำสำเร็จ เขารวบรวมพลังทั้งมวล ใช้พลังอย่างมหาศาล ต้านทานแรงดึงดูด แรงโน้มถ่วงของโลก ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ฝ่าชั้นบรรยากาศต่างๆ วิริยะอุตสาหะด้วยความพากเพียรพยายามอย่างสุดกำลัง มุ่งมั่น อดทน จนกระทั่งหลุดจากแรงดึงดูด พ้นจากแรงโน้มถ่วงของโลกไปได้ ไปลอยเด่นเป็นสง่าเป็นดาวนพเคราะห์ดวงหนึ่งที่สว่างสุกใส มีวงโคจรเป็นของตนเอง ไม่ต้องห่วงกังวลอีกต่อไปว่าจะถูกแรงดึงดูดของโลกใดดูดกลับลงไปอีก มีพลังในตัวเอง มีแรงดึงดูดของตัวเอง นอกจากจะไม่ถูกใครดูดอีกต่อไปแล้ว ยังสามารถเป็นผู้ดูดคนอื่นได้เองอีกด้วย
นี่คือคำตอบของปริศนาที่ว่าทำไมคนรวยจึงมีแต่รวยยิ่งขึ้น และคนจนจึงมีแต่จนลงเรื่อยไป ทำไมคนรวยจึงเอาแต่รวยไม่เลิก แล้วทำไมคนจนจึงไม่ยอมเลิกจน และเหตุใดคนที่ประสบความสำเร็จจึงยิ่งประสบความสำเร็จยิ่งๆขึ้น ไม่ว่าจะคิดหยิบฉวยจับทำอะไร ก็ดูมันง่ายดายเสียราวกับพลิกฝ่ามือ แต่เหตุใดคนที่ล้มเหลว มันถึงได้ล้มเหลวซ้ำซากลำบากซ้ำซ้อนอยู่นั่นแหละ
มันก็เป็นไปตามกฎของ “แควนตั้ม ฟิสิคส์” (Quantum Physics) ที่ว่า “สิ่งที่เหมือนกันจะดึงดูดกัน” ความสำเร็จก็จะดึงดูดแต่ความสำเร็จ ความมั่งคั่งร่ำรวยก็จะดึงดูดเฉพาะแต่ความมั่งคั่งร่ำรวย ความล้มเหลวก็จะมีแต่ความล้มเหลวหลั่งไหลมาอย่างล้นหลาม ความยากจนข้นแค้นก็จะคับคั่งคละเคล้าไปด้วยความยากจนข้นแค้น
เพราะฉะนั้น จึงไม่มีหนทางอื่นเลย เราต้องเพียรพยายามไปเป็น “ดวงดาว” ให้ได้ ไม่ว่าจะต้องร่วงหล่นลงสู่พื้นกี่ครั้งกี่หนก็ตาม ต้องประสบความสำเร็จให้ได้ ไม่ว่าจะล้มเหลวมากี่ร้อยครั้งกี่พันหนก็ตาม ต้องมั่งคั่งร่ำรวยให้ได้ ไม่ว่าจะยากจนข้นแค้นจนแทบต้องเดินถือกะลาขอทานไปก็ตาม เพราะมีแต่ต้องก้าวไปเป็น “ดวงดาว” เป็น “ผู้ประสบความสำเร็จ” เป็นคนที่ “มั่งคั่งร่ำรวย” เท่านั้น จึงจะนับว่าเราเป็น “อิสระ” อย่างแท้จริง อย่างยั่งยืน
ผมจึงใคร่เสนอแนะ “ขั้นตอนไปสู่ดวงดาว” ดังต่อไปนี้ :-
ขั้นที่ 1 : ตัดสินใจให้เด็ดขาดว่าจะเป็น “ดาว” ขั้นนี้นี่สำคัญมาก ต้องแน่ใจว่าเราไม่ได้ใฝ่ต่ำ ไม่ได้ต้องการเป็นแค่หิ่งห้อย ตะเกียง หลอดไฟ หรือแม้แต่ปะทัดที่ดังแค่แป๊บๆ มีแสงแค่แปร๊บปร๊าบ ยังจำคำพูดที่ว่า “ขนาดของการกระทำ อยู่ที่ขนาดของการคิด” กันได้ใช่ไหมครับ จำไว้อีกคำหนึ่งว่า “เป้าหมายและแผนการเล็กๆนั้น ไม่มีผลอะไรในการเปลี่ยนแปลงชีวิต”
ขั้นที่ 2 : หายานพาหนะที่เหมาะสม เราต้องการจรวด หรือยานอวกาศเท่านั้น ไม่ใช่จักรยาน มอเตอร์ไซค์ หรือค็อปเตอร์ไม้ไผ่ของโดราเอม่อน หรือแม้แต่รถแข่งสูตร 1 ไปจนถึงเครื่องบินที่บินเร็วเหนือเสียง ก็ยังไม่เพียงพอ ต้องเป็นจรวด หรือยานอวกาศเท่านั้น! เช่น อยากมั่งคั่งร่ำรวยแต่ดันมัวไปขายน้ำเต้าหู้อยู่หน้าบ้าน แบบนี้เมื่อไหร่จะรวย (ต้องแน่ใจว่าเราพาตัวเองไปอยู่ในอาชีพที่ถูกต้อง ไปอยู่กับองค์กร สินค้า/บริการที่ถูกต้อง)
ขั้นที่ 3 : ต้องมีเชื้อเพลิงและพลังงานมากเพียงพอ มาก เพียงพอที่จะทะยานหนีแรงโน้มถ่วง แรงดึงดูดของโลกให้ได้ เทียบได้กับความอดทน ความมุ่งมั่น ความพากเพียร ความไม่ยอมแพ้ ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคทั้งมวล
ขั้นที่ 4 : เหยียบคันเร่งให้มิด ห้ามแตะเบรค ชนเป็นชน อย่าเป็นคนกล้าๆกลัวๆ มีแต่ความโลเล มีแต่ความลังเล มีแต่ความเคลือบแคลงสงสัย อย่ามัวแต่ตั้งคำถามงี่เง่าไร้สาระ
ขั้นที่ 5 : อย่าจอดแวะเป็นอันขาด เพราะในขณะที่ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้านั้น อาจมีของสวยๆงามๆล่อตาล่อใจให้เราว่อกแว่กได้ เช่น มวลหมู่ก้อนเมฆอันวิจิตรพิศดาร สวรรค์ชั้นฟ้าต่างๆที่เราผ่านไปชวนให้หลงไหลน่าดูชม ขบวนนางฟ้านางสวรรค์ใส่ชุดว่ายน้ำทูพีชมาร่ายร่ำยั่วยวนให้หวั่นไหว สรุปคือไม่ต้องจอดดูสวรรค์วิมานอะไรทั้งนั้น!
ขั้นที่ 6 : อย่าเกลือกกลั้วกับพวกที่ไม่ใช่ “ดาว” เช่นพวกดาวเทียม หรือพวกอุกกาบาตขนาดใหญ่ ที่ดูเผินๆก็คล้ายๆดาว พวกนี้มีวงโคจรต่ำ ไม่ถาวร เสี่ยงกับการถูกดูดลงสู่พื้นโลก หรือถูกทำลายเมื่อหมดประโยชน์ ถ้าเรามัวหลงว่ามาถึงเส้นชัยแล้ว เข้าไปเกลือกกลั้วด้วย ก็จะต้องไปลอยอยู่ร่วมกันกับพวกนี้อย่างเปะปะ เกะกะ สับสน เสี่ยงต่อการชนกันเองตลอดเวลา (เทียบได้กับการที่ต้องเลือกเข้าไปอยู่ในหมู่คนคิดใหญ่ คนที่ประสบความสำเร็จ จงจำไว้ว่าพญาอินทรี ย่อมไม่ไปคลุกคลีกับอีแร้ง!) ตาดูดาว เท้าก็ต้องอยู่คู่กับตา ไอ้ที่บอกว่าตาดูดาว เท้าติดดินนั้น ใช้ไม่ได้กับกรณีนี้ เพราะถ้าขืนทำอย่างนั้น ทั้งตีน ทั้งตา เป็นต้องถลาหัวทิ่มดิน!
ขั้นที่ 7 : ทำหน้าที่ให้สมกับเป็น “ดาว” มาถึงขั้นนี้นี่ เราก็เป็นดาวแล้ว มีวงโคจร มีแรงดึงดูดเป็นของตัวเองแล้ว จงทำหน้าที่ให้ดี ให้สง่างาม จงรับแสง สะท้องแสง จงหมุนรอบตัวเอง หมุนรอบดวงอาทิตย์ และให้ผู้อื่น (ดาวบริวาร) มาหมุนรอบ สรุปคือต้องช่วยคนอื่น ต้องทำตัวให้เป็นประโยชน์ แม้จะเป็นดาวแล้วก็อย่าทะนงตน ทำตัวโหลยโท่ย แม้จะไม่ถึงกับหล่นหายไปจากฟากฟ้า แต่ก็อาจถูกปลดไปเป็น “ดาวเคราะห์แคระ” อย่างดาวพลูโตได้เหมือนกัน เสียบุคลิกหมดเลย
บางคนพัฒนาตนเองจนยิ่งใหญ่ เป็นดวงดาวที่มีสถานะอยู่เหนือหมู่ดาวด้วยกัน เป็นดวงดาวที่อยู่ในระดับ “ดาวฤกษ์” ที่มีแสงสว่างในตัวเอง และบางคนอีกเช่นกัน ที่แรกๆก็ทำท่าจะดี เห็นทีแรกนึกว่า “ดวงดาว” ที่ไหนได้ ก็แค่ “ผีพุ่งไต้” เท่านั้นเอง !
เนื้อหาและบทความโดย อาจารย์วสันต์ พงศ์สุประดิษฐ์
| < ย้อนกลับ | ถัดไป > |
|---|